Packaging คืออะไร ? ทำไมทุกแบรนด์ให้ความสำคัญ
Packaging คือ บรรจุภัณฑ์หรือหีบห่อที่ใช้ในการบรรจุสินค้า โดยมีหน้าที่หลักในการปกป้องสินค้าไม่ให้เสียหายระหว่างการจัดเก็บและขนส่ง เพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัย โดย Packaging อ่านว่า “แพ็กเกจจิ้ง” และตรงกับคำว่า “บรรจุภัณฑ์” ในภาษาไทย
อย่างไรก็ตาม Packaging ในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงห่อหุ้มสินค้า แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการตลาด เพราะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ลูกค้ามองเห็นบนชั้นวาง จึงช่วยสื่อถึงแบรนด์ ประเภทสินค้า คุณภาพและสร้างความน่าสนใจจนมีส่วนต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะ SME การเลือก Packaging ที่เหมาะสมยังช่วยควบคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายระหว่างขนส่งได้อีกด้วย
หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์แบ่งได้ 4 ข้อ
- ส่งเสริมการขาย : สร้างการจดจำแบรนด์ เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และทำให้ลูกค้าเลือกหยิบ
- ปกป้องสินค้า : กันกระแทก ความชื้น แสงแดด ฝุ่น และการปนเปื้อนระหว่างเก็บและขนส่ง
- อำนวยความสะดวก : ทำให้จัดเก็บ ยกขน นับสต๊อก และวางจำหน่ายได้ง่ายขึ้น
- สื่อสารข้อมูล : ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ วันผลิต-วันหมดอายุ และข้อมูลที่กฎหมายกำหนด
Packaging กับ Packing ต่างกันอย่างไร ?
Packaging คือ ตัวบรรจุภัณฑ์และงานออกแบบทั้งหมดที่ห่อหุ้มสินค้า
Packing คือ กระบวนการบรรจุสินค้าลงไปในบรรจุภัณฑ์นั้น พูดง่าย ๆ คือ Packaging หมายถึง “สิ่งของ” ส่วน Packing หมายถึง “การกระทำ” เช่น ซองฟอยล์ที่พิมพ์โลโก้แบรนด์ไว้แล้วคือ Packaging ส่วนขั้นตอนตักผงชงใส่ซองแล้วซีลปากถุงคือ Packing
ความแตกต่างนี้สำคัญเมื่อต้องคุยกับโรงงานหรือผู้ให้บริการผลิตบรรจุภัณฑ์ เพราะการระบุความต้องการให้ชัดเจนจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนด้านงานและค่าใช้จ่าย หากต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความ Packing กับ Packaging ต่างกันอย่างไร
Packaging แบ่งออกเป็นกี่ประเภท แต่ละวัสดุต่างกันอย่างไร ?
การแบ่งประเภท Packaging ที่พบได้บ่อยคือ การแบ่งตามวัสดุ เพราะวัสดุมีผลโดยตรงต่อการปกป้องสินค้า ต้นทุน และภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดย Packaging Material ที่นิยมใช้มี 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
| วัสดุ | จุดเด่น | ข้อจำกัด | เหมาะกับสินค้า |
|---|---|---|---|
| กระดาษ / กล่องกระดาษ | น้ำหนักเบา พิมพ์ลายได้สวย รีไซเคิลง่าย ต้นทุนไม่สูง | กันน้ำและความชื้นเองไม่ได้ ต้องเคลือบเพิ่ม | กล่องอาหาร ขนมอบ กล่องส่งของ สายคาดกล่อง |
| พลาสติก | ยืดหยุ่น ขึ้นรูปได้หลายแบบ กันน้ำและความชื้นดี ต้นทุนต่อชิ้นต่ำ | ต้องเลือกเกรดให้ถูกกับอาหาร และมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม | ซอง ถุง ขวด ฝา ฟิล์มหด ฉลาก |
| แก้ว | ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร เก็บกลิ่นและรสได้ดี ดูพรีเมียม | น้ำหนักมาก แตกง่าย ค่าขนส่งสูง | เครื่องดื่ม ซอส น้ำหอม เครื่องสำอาง |
| โลหะ | แข็งแรงมาก กันแสงและอากาศได้เต็มที่ เก็บได้นาน | ต้นทุนสูง ขึ้นรูปยาก ไม่เหมาะกับการสั่งจำนวนน้อย | อาหารกระป๋อง เครื่องดื่มกระป๋อง |
| ไม้ | รับน้ำหนักได้มาก ให้ความรู้สึกมีมูลค่า | เทอะทะ และต้องผ่านการอบฆ่าเชื้อหากส่งออก | ลังผลไม้ กล่องของขวัญ พาเลทขนส่ง |
อย่างไรก็ตาม สินค้าหนึ่งชิ้นไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุเพียงประเภทเดียว เช่น กาแฟดริปที่ใช้ซองฟอยล์ห่อตัวซองกาแฟ แล้วใส่กล่องกระดาษพิมพ์ลายอีกชั้น
หากต้องการดูรายละเอียดการแบ่งประเภทแบบเจาะลึกกว่านี้ อ่านต่อได้ที่บรรจุภัณฑ์ มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง แต่ละแบบดีอย่างไร
บรรจุภัณฑ์ แบ่งตามชั้นการใช้งานได้กี่ชั้น ?
นอกจากแบ่งตามวัสดุแล้ว วงการบรรจุภัณฑ์ยังแบ่งตาม ชั้นการใช้งานออกเป็น 3 ระดับ โดยแต่ละชั้นมีหน้ามีแตกต่างกัน ตั้งแต่การสัมผัสสินค้าโดยตรง ไปจนถึงการปกป้องสินค้าระหว่างขนส่ง การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละชั้นช่วยให้เจ้าของแบรนด์เลือกวัสดุได้เหมาะสมและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
1. Primary Packaging (ชั้นที่สัมผัสสินค้าโดยตรง)
Primary Packaging คือ ชั้นในสุดที่แนบกับตัวสินค้าจริง ๆ เช่น ซองฟอยล์ที่ใส่ผงชง ซองซาเช่ที่ใส่ครีมตัวอย่าง ขวดที่บรรจุน้ำ หรือฉลากที่ติดอยู่บนขวดนั้น ชั้นนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและเลือกวัสดุให้เหมาะกับประเภทสินค้า โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง
นอกจากนี้ Primary Packaging ยังเป็นส่วนที่ลูกค้ามองเห็นและสัมผัสโดยตรง จึงมีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลและภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น โลโก้ ชื่อสินค้า และรายละเอียดสำคัญต่าง ๆ
2. Secondary Packaging (ชั้นที่รวมสินค้า)
Secondary Packaging คือ บรรจุภัณฑ์ชั้นที่ใช้รวบรวมสินค้าหลายชิ้นเข้าด้วยกัน เช่น กล่องกระดาษที่ใส่ซองขนม 12 ซอง หรือสายคาดกล่องอาหารที่จัดสินค้าเป็นเช็ต โดยเน้นความเป็นระเบียบและช่วยให้สินค้าดูน่าสนใจเมื่อวางจำหน่าย
2. Tertiary Packaging (ชั้นที่ใช้ขนส่ง)
Tertiary Packaging คือ บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกสำหรับการขนส่งจำนวนมาก เช่น ลังกระดาษ ลูกฟูก ฟิล์มยืดพันพาเลท หรือพาเลทไม้ โดยเน้นความแข็งแรงและการป้องกันสินค้า เพื่อรองรับการเรียงซ้อนและลดความเสียหายระหว่างขนส่งหรือจัดเก็บ
Flexible Packaging คืออะไร ทำไม SME ถึงนิยมใช้ ?
Flexible Packaging คือ บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว หมายถึง ซองและถุงที่ยืดหยุ่นเปลี่ยนรูปได้ตามสินค้าที่บรรจุ ต่างจากบรรจุภัณฑ์แข็งอย่างขวดหรือกระป๋องที่มีรูปทรงตายตัว กลุ่มนี้คือซองฟอยล์ ถุงซิปล็อก ซองซาเช่ ซองครีม ถุงกาแฟ และซองขนม ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่แบรนด์ขนาดเล็กเลือกใช้มากที่สุด
เหตุผลที่ Flexible Packaging ได้รับความนิยม มีดังนี้
- ต้นทุนต่อชิ้นไม่สูง : ใช้วัสดุน้อยกว่าบรรจุภัณฑ์แข็ง และบางรูปแบบไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ราคาแพง
- น้ำหนักเบา ประหยัดค่าขนส่ง : ทั้งตอนรับของเข้าคลังและตอนส่งถึงลูกค้าปลายทาง
- พิมพ์ลายได้เต็มพื้นที่ : ทำให้แบรนด์เล็กมีหน้าตาสินค้าที่ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่
- เก็บง่าย ใช้พื้นที่คลังน้อย : เพราะซองเปล่าสามารถวางซ้อนกันได้โดยใช้พื้นที่น้อย
- สั่งผลิตจำนวนไม่มากได้ : เหมาะกับช่วงทดลองตลาดที่ยังไม่กล้าสั่งทีละหลักหมื่น
ในกลุ่ม Flexible Packaging ซองฟอยล์ เป็นตัวเลือกที่กันแสง กันอากาศ และกันความชื้นได้ดีที่สุด จึงเหมาะกับสินค้าที่กลัวเสื่อมสภาพอย่างกาแฟ ผงชง หรืออาหารเสริม ส่วนสินค้าที่ลูกค้าต้องเปิด-ปิดใช้หลายครั้ง เช่น ขนมแบ่งทาน หรือผงชงขนาดครอบครัว ถุงซิปล็อก จะตอบโจทย์กว่า เพราะปิดผนึกซ้ำได้โดยไม่ต้องหาคลิปหนีบเพิ่ม
เลือก Packaging อย่างไรให้เหมาะกับสินค้า ?
การเลือกบรรจุภัณฑ์ไม่ควรดูแค่ความสวยงาม แต่ต้องเริ่มจากลักษณะของสินค้า สิ่งที่ต้องป้องกัน งบประมาณ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยพิจารณา 5 เกณฑ์หลัก ดังนี้
- ลักษณะของสินค้า : พิจารณาว่าเป็นของเหลว ผง เม็ด หรือของแข็ง เพราะแต่ละประเภทต้องการวัสดุ ความหนา และรูปแบบการซีลที่แตกต่างกัน
- อายุการเก็บและสิ่งที่ต้องป้องกัน : ถ้ากลัวความชื้นต้องใช้วัสดุที่มีชั้นกันความชื้น ถ้ากลัวกลิ่นหายหรือน้ำมันเหม็นหืนต้องใช้ชั้นฟอยล์ที่กันอากาศและแสงได้
- มาตรฐานสำหรับสินค้าที่สัมผัสอาหาร : บรรจุภัณฑ์ชั้นในของสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มต้องใช้วัสดุที่ปลอดภัยเมื่อสัมผัสอาหาร โดยภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกมีข้อกำหนดตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 พ.ศ. 2565 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำความเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่บทความ วัสดุ Food Grade คืออะไร
- งบประมาณและจำนวนที่สั่งไหว : บรรจุภัณฑ์ที่ดีที่สุดคือแบบที่คุณสั่งซ้ำได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบที่สั่งได้ครั้งเดียวแล้วทุนจม
- ภาพลักษณ์และตำแหน่งของแบรนด์ : สินค้าที่ตั้งราคาสูงต้องการวัสดุและงานพิมพ์ที่ส่งความรู้สึกนั้นให้ลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ตารางนี้จับคู่สินค้าที่พบบ่อยกับบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม มีดังนี้
| ประเภทสินค้า | สิ่งที่ต้องกันเป็นหลัก | บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะ |
|---|---|---|
| เมล็ดกาแฟคั่ว | ออกซิเจนและกลิ่นหาย | ถุงกาแฟมีวาล์วเนื้อฟอยล์หรือลามิเนต |
| ขนมอบกรอบ | ความชื้นและแรงกดทับ | ซองฟอยล์หรือซองเมทัลไลท์ซีล 3 ด้าน |
| ครีมและเซรั่มขนาดทดลอง | อากาศ แสง และการแบ่งใช้ต่อครั้ง | ซองครีม ซองซาเซ่ |
| ผงชงและอาหารเสริม | ความชื้น และต้องเปิด-ปิดซ้ำ | ถุงซิปล็อกกันตั้ง |
| น้ำดื่มบรรจุขวด | ภาพลักษณ์แบรนด์และข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด | ฉลากฟิล์มหดหรือฉลากติดขวด |
สั่งผลิต Packaging มีขั้นตอนอย่างไร ต้นทุนขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ?
การสั่งผลิต Packaging ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่กำหนดสเปกไปจนถึงรับสินค้า ดังนี้
- สรุปสเปกที่ต้องการ : บอกชนิดสินค้า ปริมาณบรรจุต่อซอง ขนาดซอง รูปแบบ เช่น ซีล 3 ด้าน ก้นตั้ง มีซิป มีวาล์ว รวมถึงจำนวนที่ต้องการ
- ส่งอาร์ตเวิร์ก : ส่งไฟล์งานออกแบบที่มีอยู่ หรือให้ทีมงานช่วยจัดหน้าและเตรียมไฟล์ให้พร้อมสำหรับการพิมพ์
- รับใบเสนอราคาและยืนยัน : ตรวจสอบราคา จำนวน และกำหนดส่งให้ตรงตามความต้องการก่อนยืนยันการผลิต
- ตรวจปรู๊ฟก่อนผลิต : ขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดสุดท้ายที่แก้สี ตัวสะกด และตำแหน่งวางองค์ประกอบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- ผลิตและจัดส่ง : หลังยืนยันบรู๊ฟ โรงงานจะเข้าสู่ขั้นตอนพิมพ์ ผลิต ตรวจสอบคุณภาพ และจัดส่งสินค้าตามกำหนด
สำหรับต้นทุน Packaging จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- จำนวนที่สั่ง : ยิ่งจำนวนมาก ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งลด เพราะค่าตั้งเครื่องถูกเฉลี่ยออกไป
- ขนาดของซองหรือถุง : ใช้พื้นที่วัสดุมากขึ้น ราคาก็ขยับตาม
- จำนวนสีที่พิมพ์ : งานพิมพ์สีเดียวกับงานพิมพ์เต็มสี มีต้นทุนต่างกันชัดเจน
- โครงสร้างวัสดุ : ซองชั้นเดียว ซองลามิเนตหลายชั้น และซองที่มีชั้นฟอยล์ ราคาไม่เท่ากัน
- ฟังก์ชันเพิ่มเติม : ซิปล็อก วาล์วระบายก๊าซ รอยฉีก ก้นตั้ง หูหิ้ว ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มเข้ามา
- งานหลังพิมพ์ : การเคลือบด้าน เคลือบเงา ปั๊มนูน หรือไดคัทตามรูปทรง
ดังนั้น ราคาต่อชิ้น ยอดสั่งขั้นต่ำ และระยะเวลาผลิต จะขึ้นอยู่กับประเภทและสเปกที่เลือกเป็นหลัก หากต้องการทราบราคาที่ตรงกับงาน แนะนำให้แจ้งรายละเอียดสินค้า ขนาด รูปแบบ และจำนวนที่ต้องการ เพื่อขอใบเสนอราคาจากผู้ผลิตโดยตรง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Packaging
Packaging อ่านว่าอะไร แปลเป็นไทยว่าอะไร ?
Packaging อ่านว่า “แพคเกจจิ้ง” แปลเป็นไทยว่า “บรรจุภัณฑ์” หรือ “หีบห่อ” ใช้เรียกสิ่งที่ทำหน้าที่บรรจุและปกป้องสินค้า
Packaging แบบไหนเหมาะกับสินค้าที่ต้องกันความชื้น ?
แนะนำซองฟอยล์หรือซองลามิเนตหลายชั้น เพราะช่วยป้องกันความชื้นได้ดี หากต้องเปิด–ปิดหลายครั้ง สามารถเลือกแบบซิปล็อกเพิ่มเติมได้
สั่งผลิต Packaging ขั้นต่ำกี่ชิ้น
จำนวนขั้นต่ำ (MOQ) ขึ้นอยู่กับประเภท วัสดุ ขนาด และรูปแบบการผลิต แนะนำแจ้งสเปกและจำนวนที่ต้องการให้ผู้ผลิตประเมินโดยตรง
สรุปเรื่อง Packaging คืออะไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับสินค้า
จะเห็นได้ว่า Packaging คือ บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องสินค้า อำนวยความสะดวกในการขนส่ง สื่อสารข้อมูล และส่งเสริมการขาย โดยแบ่งตามวัสดุได้ 5 วัสดุ และแบ่งตามชั้นการใช้งานได้ 3 ชั้น ซึ่งชั้นที่สัมผัสสินค้าโดยตรงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นพิเศษ
การเลือก Packaging ควรดูจากลักษณะสินค้า สิ่งที่ต้องป้องกัน อายุการเก็บ มาตรฐาน และงบประมาณ ก่อนพิจารณาดีไซน์ สำหรับ SME ซองฟอยล์ ถุงซิปล็อก และซองซาเช่เป็นตัวเลือกที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ หากไม่แน่ใจ สามารถปรึกษา Allprintok ได้ที่ปุ่มติดต่อขวามือ
สอบถามข้อมูลผลิตซองฟอยล์
รับผลิตถุงฟอยล์ ซองฟอยล์บรรจุภัณฑ์ทุกรูปแบบ ฟรีค่าบล็อก และค่าเพลท เริ่มต้น 1 ชิ้น
——-
ช่องทางการติดต่อเรา All Print OK
ดูช่องทางการติดต่อทั้งหมด : www.allprintok.co.th/contact
Line@ : @allprintok
Facebook Page : Allprint OK
Facebook Messenger : Allprint OK
โทรติดต่อ : 0823491771