โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคาที่เข้าถึงได้
ตลาดน้ำดื่มในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันตาย เพราะน้ำดื่มคือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจคิดว่าการเป็นเจ้าของโรงงานน้ำดื่มต้องใช้เงินทุนมหาศาลหลักล้าน
แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการกรองที่ก้าวหน้าและแพ็กเกจการติดตั้งที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจ “โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก” สามารถเริ่มต้นได้จริงด้วยงบประมาณเพียง “หลักแสน” เท่านั้น
โดยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคาเท่าไหร่ ให้มากขึ้น พร้อม Breakdown โครงสร้างต้นทุนทุกส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้คุณใช้เป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำที่สุด
ราคาโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก แต่ละขนาดต่างกันอย่างไร ?
| ข้อเปรียบเทียบ | ขนาดเล็ก | ขนาดกลาง | ขนาดใหญ่ |
|---|---|---|---|
| กำลังผลิต | 1,000-3,000 ลิตร/วัน | 6,000-12,000 ลิตร/วัน | 24,000 ลิตร/วัน ขึ้นไป |
| ราคาชุดติดตั้ง | ประมาณ 150,000 บาท | ประมาณ 350,000 บาท | ประมาณ 400,000 บาท |
| เหมาะกับใคร | ธุรกิจครอบครัว ร้านค้า ชุมชน หมู่บ้าน ผู้เริ่มต้นสร้างแบรนด์ ฯลฯ | โรงงานขนาดกลาง ผู้ส่งน้ำรายใหญ่ในอำเภอ ฯลฯ | โรงงานผลิตน้ำขวดส่ง ห้างร้าน ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ |
ราคาชุดประหยัด ขนาดเล็ก (1,000–3,000 ลิตร/วัน)
- ราคาชุดอุปกรณ์และติดตั้ง: เริ่มต้นประมาณ 150,000 บาท
- สิ่งที่จะได้รับในชุดติดตั้ง: ถังกรองสารเบื้องต้น 3 ถัง, เครื่องกรองน้ำระบบ RO, ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV และถังเก็บน้ำสำเร็จรูป
- เหมาะสำหรับ: ธุรกิจครอบครัวหรือโครงการน้ำดื่มชุมชนขนาดเล็ก
ราคาชุดมาตรฐาน ขนาดกลาง (6,000–12,000 ลิตร/วัน)
- ความแตกต่าง: มีกำลังการผลิตสูงกว่าขนาดเล็ก 2-4 เท่า ปั๊มแรงดันและไส้กรอง RO Membrane มีขนาดใหญ่และเสถียรกว่า ทำงานได้เร็วขึ้น
- ต้นทุนต่อลิตร: ต้นทุนต่อลิตรคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะมีกำลังผลิตสูงกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา และเวลาที่ใช้ในการรันเครื่องต่อลิตรจะถูกลง ช่วยให้คืนทุนไวและทำราคาแข่งขันในตลาดได้ดีกว่า
- เหมาะสำหรับ: พื้นที่ที่มีความต้องการสูง หรือ ผู้ที่อยากมีโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดกลางเป็นของตัวเอง ที่เน้นกระจายสินค้าทั้งน้ำถัง 20 ลิตรตามบ้านเรือน และน้ำบรรจุขวดโหล ส่งตามร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน หรือโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างจริงจัง
ราคาชุดพาณิชย์เต็มรูปแบบ ขนาดใหญ่ (24,000 ลิตร/วันขึ้นไป)
- ราคาชุดอุปกรณ์: เริ่มต้นประมาณ 400,000 บาทขึ้นไป
- ความแตกต่าง: เป็นระบบที่อัปเกรดสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมเต็มตัว ใช้เครื่องกรอง RO ขนาดใหญ่ ที่มีกำลังแรงม้าสูง รันระบบได้ต่อเนื่องยาวนาน
- ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำที่สุด: ด้วยกำลังการผลิตระดับสูง ทำให้ต้นทุนค่าจัดการและค่าพลังงานต่อขวดลดลง
- เหมาะสำหรับ: ผู้ลงทุนที่มีทุนหนา มีทำเลกระจายสินค้าที่ดี หรือต้องการทำธุรกิจรับผลิตน้ำดื่มติดแบรนด์เต็มรูปแบบ
นอกจากค่าเครื่องจักร ยังมีต้นทุนอะไรอีกบ้างที่ต้องเตรียมก่อนเปิดโรงงาน ?
การวางแผนงบประมาณจะคิดเพียงค่าเครื่องกรองน้ำอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อป้องกันงบบานปลาย คุณจำเป็นต้องคำนวณต้นทุนแฝงทั้งในด้านการเตรียมสถานที่ แหล่งน้ำดิบ และการดำเนินการทางกฎหมายให้ครบถ้วน โดยสามารถแบ่งรายการออกเป็น 4 หมวด ดังนี้
| รายการ | รายละเอียด | ช่วงราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ | ระบบกรอง RO, ถังกรอง, ระบบฆ่าเชื้อ UV/Ozone, ถังเก็บน้ำ, ระบบควบคุม และปั๊มน้ำ | 400,000 บาท |
| ค่าโรงเรือน | การกั้นห้องแยกสัดส่วนตามมาตรฐาน อย. ระบบระบายน้ำ และมุ้งลวดกันแมลง | 100,000-300,000 บาท |
| ค่าแหล่งน้ำดิบ | ค่าธรรมเนียมติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา หรือค่าขุดเจาะน้ำบาดาล พร้อมปั๊มน้ำและถังพักน้ำดิบสำรอง | 60,000 บาท |
| ค่า อย. และเอกสารทางกฎหมาย | ค่าธรรมเนียมคำขอ, ค่าจ้างเขียนแบบแปลนโรงงานยื่น สสจ. และค่าส่งตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ที่ห้องแล็บ | 30,000 บาท |
แหล่งน้ำดิบสำหรับโรงงาน เลือกน้ำบาดาลหรือน้ำประปา แบบไหนดีกว่า ?
แหล่งน้ำดิบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตน้ำดื่มในระยะยาว โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเลือกระหว่าง น้ำบาดาล และ น้ำประปา ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนี้
น้ำบาดาล
- ข้อดี: ต้นทุนค่าน้ำดิบต่ำมากเมื่อเทียบต่อลิตร และมีน้ำให้สูบขึ้นมาใช้ได้ตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับพื้นที่ที่น้ำประปาเข้าไม่ถึงหรือไม่เสถียร
- ข้อจำกัด: มีสารปนเปื้อนสูงและแปรปรวนตามสภาพชั้นดิน ทำให้ต้องลงทุนเพิ่มงบกับระบบกรองล่วงหน้าที่หนาแน่นกว่าปกติ
- ค่าขออนุญาตเจาะและใช้น้ำบาดาล: ต้องยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีค่าธรรมเนียมราชการ (ค่าคำขอ, ใบอนุญาตเจาะ และใบอนุญาตใช้) ประมาณ 500-1,000 บาท
น้ำประปา
- ข้อดี: คุณภาพน้ำมีความเสถียรและสะอาดในระดับหนึ่ง เพราะผ่านการบำบัดเบื้องต้นมาแล้ว ทำให้สารเจือปนน้อย ช่วยถนอมไส้กรองและสารกรองให้ใช้งานได้ยาวนาน ประหยัดค่าซ่อมบำรุงระบบ
- ข้อกำจัด: ต้นทุนค่าน้ำดิบต่อหน่วยสูงกว่าน้ำบาดาล และในบางพื้นที่อาจเจอปัญหาน้ำไหลอ่อนหรือหยุดไหลชั่วคราว ทำให้ต้องลงทุนซื้อถังพักน้ำดิบขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการผลิต
ผลต่อต้นทุนระยะยาว
- น้ำประปา: เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือโรงงานขนาดเล็กที่เน้นความสะดวก ดูแลรักษาระบบง่าย ไม่ยุ่งยากเรื่องข้อกฎหมายการเจาะน้ำ แม้จะเจ็บตัวกับค่าน้ำรายเดือนที่สูงกว่า แต่อุปกรณ์กรองจะเสื่อมสภาพช้ากว่า
- น้ำบาดาล: เหมาะกับโรงงานที่เน้นรันเครื่องต่อเนื่องหรือมีกำลังการผลิตสูง แม้จะลงทุนก้อนแรกกับระบบกรองล่วงหน้าสูงและมีขั้นตอนเอกสารเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวต้นทุนค่าน้ำต่อลิตรจะต่ำที่สุด ช่วยให้ทำราคาขายส่งแข่งขันได้ดีและคืนทุนไวกว่า
อุปกรณ์ระบบผลิตน้ำดื่ม ในชุดติดตั้งมีอะไรบ้าง ?
ในชุดติดตั้งระบบโรงงานน้ำดื่มมาตรฐาน จะประกอบด้วย 5 อุปกรณ์หลักที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้น้ำดื่มที่สะอาดและผ่านเกณฑ์ อย. ดังนี้
- ถังกรองเบื้องต้น: ชุดถังกรอง 3 ใบ (แมงกานีส, คาร์บอน และเรซิ่น) ทำหน้าที่ดักจับสนิมเหล็ก โคลน สี กลิ่น คลอรีน และกำจัดหินปูน เพื่อลดความกระด้างของน้ำดิบ
- เครื่องกรอง RO: หัวใจหลักของระบบ ใช้ปั๊มน้ำแรงดันสูงดันน้ำผ่านไส้กรองที่มีความละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน เพื่อแยกสารละลายและสารปนเปื้อนขนาดเล็กออกขนได้น้ำบริสุทธิ์
- ระบบฆ่าเชื้อ UV/Ozone: ใช้แสง UV ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในท่อส่งน้ำ และใช้ก๊าซโอโซนอัดลงในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อซ้ำและป้องกันการปนเปื้อนในภาชนะบรรจุ โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง
- ถังเก็บน้ำ: ถังพลาสติก Food Grade หรือสเตนเลส 304 แบ่งเป็นถังพักน้ำดิบก่อนกรอง และถังเก็บน้ำบริสุทธิ์หลังกรองเพื่อรอจ่ายไปหัวบรรจุขวด
- ระบบไฟฟ้าควบคุม: ตู้คอนโทรลการควบคุมการทำงานของปั๊ม มีระบบสวิตช์ลูกลอยตัดน้ำอัตโนมัติ และเกจวัดแรงดัน/วัดค่าสารละลาย เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำและเช็กสถานะการผลิต
ลงทุนทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก คืนทุนกี่ปี กำไรต่อเดือนเท่าไหร่ ?
การจะรู้ว่าโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก สร้างกำไรได้เท่าไหร่ และจะคืนทุนในกี่ปี ต้องเริ่มจากการเข้าใจโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งคำนวณจากสูตรพื้นฐานได้ ดังนี้
กำไรสุทธิ = รายได้ทั้งหมด – (ต้นทุนคงที่+ต้นทุนผันแปร)
- การคำนวณรายได้: รายได้หลักของโรงงานน้ำดื่มจากการขาย คำนวณจาก จำนวนหน่วยที่ขายได้จริง x ราคาขายส่งต่อหน่วย
- ต้นทุนผันแปร: เช่น ค่าน้ำดิบ ค่าไฟระบบกรอง เครื่องจักร ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ฯลฯ
- ต้นทุนคงที่: ค่าใช้จ่ายถาวรที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าบำรุงรักษาเปลี่ยนไส้กรองตามรอบ ค่าน้ำ ค่าไฟสำนักงาน ฯลฯ
- ระยะเวลาคืนทุน: คิดจาก เงินลงทุนก้อนแรกทั้งหมด / กำไรสุทธิต่อเดือน (หรือต่อปี) เพื่อดูว่าต้องใช้เวลากี่เดือนหรือกี่ปีในการคืนทุน
ตัวอย่าง
โรงงานน้ำดื่มขนาดเล็กมีกำลังการผลิตจริง 3,000 ลิตร/วัน (ทำงาน 25 วัน/เดือน) เน้นผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด 600 มล. และมีเงินลงทุนเริ่มต้นในระบบกรอง บรรจุภัณฑ์ และการปรับปรุงสถานที่ รวม 500,000 บาท
- การประเมินรายได้ (ต่อเดือน)
- กำลังการผลิต 3,000 ลิตร/วัน = ผลิตได้ประมาณ 5,000 ขวด/วัน
- คิดเป็นแพ็ก (1 แพ็ก มี 12 ขวด) = 416 แพ็ก/วัน
- ผลิตและขายจริง 25 วัน/เดือน = 10,400 แพ็ก/เดือน
- รายได้รวม ขายส่งราคาแพ็กละ 35 บาท x 10,4000 แพ็ก = 364,000 บาท/เดือน
- การประเมินต้นทุน (ต่อเดือน)
- ต้นทุนผันแปร 18 บาท/แพ็ก ค่าขวด ฝา ฉลาก แพ็กเกจจิ้ง และค่าน้ำไฟโรงงาน = 187,200 บาท
- ต้นทุนคงที่ เงินเดือนพนักงาน 2 คน ค่าขนส่ง และค่าบริหารจัดการอื่น = 50,000 บาท
- ต้นทุนรวมทั้งหมด 187,200 + 50,000 = 237,200 บาท/เดือน
- สรุปกำไรและระยะเวลาคืนทุน
- กำไรสุทธิ/เดือน: 364,000 – 237,200 = 126,800 บาท/เดือน
- ระยะเวลาคืนทุน: เงินลงทุนเริ่มต้น 500,000 บาท / กำไร 126,800 บาท/เดือน = ประมาณ 4 เดือน
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างในกรณีที่สามารถขายสินค้าได้หมด 100% ของกำลังการผลิต ในความเป็นจริงช่วง 1-3 เดือนแรก อาจอยู่ในช่วงสร้างแบรนด์น้ำดื่ม ทำให้เวลาคืนทุนเฉลี่ยอาจอยู่ที่ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำตลาดในพื้นที่
ขั้นตอนขอ อย. และใบอนุญาตผลิตน้ำดื่ม ทำได้อย่างไร ?
การขอ อย. และใบอนุญาตผลิตน้ำดื่มสำหรับโรงงานขนาดเล็ก มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้โรงงานและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยมี 6 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
- เตรียมแบบแปลนและกั้นห้อง ปรับปรุงโรงงานตามมาตรฐาน GMP แยกห้องระบบกรอง ห้องบรรจุ และห้องเก็บของให้เป็นสัดส่วน
- ยื่นเอกสารที่ สสจ. รวบรวมแบบแปลนโรงงาน รายการเครื่องจักร และเอกสารผู้ประกอบการ ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)
- เจ้าหน้าที่ตรวจโรงงาน เจ้าหน้าที่ สสจ. จะนัดหมายลงพื้นที่ตรวจโครงสร้าง สุขอนามัย และระบบการผลิตจริงที่โรงงาน
- ส่งตรวจ Lap น้ำ 20 วัน โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างน้ำดื่มและส่งตรวจทางเคมีและแบคทีเรียที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะใช้เวลารอผลประมาณ 20 วันทำการ
- รับใบอนุญาตผลิต เมื่อผลน้ำผ่านและสถานที่ผ่าน ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรับใบอนุญาตผลิตอาหาร (ใบ อ.2 หรือ สบ.1)
- รันหมายเลข อย. ยื่นขอเลขสารบบอาหาร 13 หลัก เมื่ออนุมัติแล้วสามารถพิมพ์ฉลากติดขวดพร้อมวางจำหน่ายได้ทันที
ข้อดี – ข้อเสีย และความเสี่ยงธุรกิจน้ำดื่มขนาดเล็ก ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ ?
ก่อนจะควักเงินก้อนลงทุนทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก การเข้าใจทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรอบด้าน จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนรับมือและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคตได้ดีที่สุด ดังนี้
ข้อดีของธุรกิจน้ำดื่มขนาดเล็ก
- ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก สามารถเริ่มต้นได้ด้วยงบประมาณหลักแสนบาท
- ตลาดมีความต้องการทุกวัน เพราะเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซื้อซ้ำตลอดปี
- สามารถต่อยอดทำแบรนด์ของตัวเองได้ง่าย ช่วยเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการขยายตลาด
- สามารถขยายกำลังการผลิตได้ในอนาคตเมื่อยอดขายเติบโต
- ต่อยอดช่องทางจำหน่ายได้หลากหลาย ทั้งร้านค้า ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานต่าง ๆ
ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง
- หากเลือกใช้ระบบกรองที่ไม่ได้คุณภาพเพื่อลดต้นทุนหรือละเลยการเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด อาจทำให้น้ำมีกลิ่น ตะกอน หรือปนเปื้อนแบคทีเรีย เสี่ยงโดย อย.สั่งปรับ และทำให้แบรนด์เสียชื่อ
- ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง โรงงานขนาดเล็กอาจปั๊มน้ำบรรจุขวดส่งลูกค้าไม่ทัน ทำให้เสียโอกาสในการขาย
- เนื่องจากตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันสูง โรงงานขนาดใหญ่มักทำราคาขายส่งได้ถูกกว่า เพราะผลิตได้ทีละจำนวนมาก หากเราไม่มีฐานลูกค้าประจำในพื้นที่ ก็อาจสู่สงครามราคาได้ยาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคา
Q: ทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก ลงทุนเท่าไหร่
สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ประมาณ 300,000-600,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่เดิม ขนาดเครื่องจักร ระบบ ยี่ห้อปั๊ม และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารให้ได้มาตรฐาน อย.
Q: ผลิตน้ำดื่มต้องมีใบอนุญาตไหม ?
ผลิตน้ำดื่ม ต้องมีใบอนุญาต 100% เพราะการผลิตน้ำดื่มเพื่อจำหน่ายเข้าข่ายกฎหมายอาหาร จึงต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2 หรือ สบ.1) และต้องมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย. 13 หลัก) บนฉลากก่อนวางขายเสมือนโรงงานใหญ่
Q: เครื่องกรองน้ำ 1,000 ลิตร ราคาเท่าไหร่ ?
เครื่องกรองน้ำขนาด 1,000 ลิตร/วัน ราคาเครื่องจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท โดยราคาจะแตกต่างกันตามประเภทของระบบกรอง คุณภาพอุปกรณ์ และระบบฆ่าเชื้อที่เลือกใช้งาน
Q: รับผลิตน้ำดื่มแพ็คละ 20 บาท คุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลิตเอง ?
การรับผลิตน้ำดื่มแพ็คละ 20 บาท คุ้มค่าในแง่ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำแบรนด์ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่กำไรต่อแพ็กจะน้อยกว่าการมีโรงงานผลิตเอง
Q: แบบโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ต้องใช้พื้นที่เท่าไหร่ถึงผ่าน อย. ?
โดยทั่วไปควรมีพื้นที่อย่างน้อย 50-100 ตารางเมตรขึ้นไป เพื่อให้สามารถแบ่งโซนการผลิต การบรรจุ และการจัดเก็บสินค้าได้อย่างเป็นสัดส่วน ทั้งนี้ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี
สรุปเรื่องโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคา
โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยงบประมาณหลักแสนบาท โดยราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงต้นทุนในส่วนของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า การขออนุญาตผลิตน้ำดื่ม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระยะยาวควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างครบถ้วน
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการหลายราย และเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลได้ครบทั้งการออกแบบระบบผลิต การติดตั้งเครื่องจักร และการให้คำปรึกษาด้านการขอ อย. เพื่อช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มโอกาสให้โรงงานสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย
สอบถามข้อมูลรับผลิตน้ำดื่ม
รับผลิตทำฉลากน้ำดื่ม พร้อมผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด จำนวนน้อย ฟรีค่าบล็อก และค่าเพลท เริ่มต้น 1 ชิ้น
——-
ช่องทางการติดต่อเรา All Print OK
- ดูช่องทางการติดต่อทั้งหมด : www.allprintok.co.th/contact
- Line@ : @allprintok
- Facebook Page : Allprint OK
- Facebook Messenger : Allprint OK
- โทรติดต่อ : 082-349-1771