โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคาที่เข้าถึงได้ 

ตลาดน้ำดื่มในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันตาย เพราะน้ำดื่มคือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจคิดว่าการเป็นเจ้าของโรงงานน้ำดื่มต้องใช้เงินทุนมหาศาลหลักล้าน 

แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการกรองที่ก้าวหน้าและแพ็กเกจการติดตั้งที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจ “โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก” สามารถเริ่มต้นได้จริงด้วยงบประมาณเพียง “หลักแสน” เท่านั้น

โดยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคาเท่าไหร่ ให้มากขึ้น พร้อม Breakdown โครงสร้างต้นทุนทุกส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้คุณใช้เป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำที่สุด

คลิกอ่านหัวข้อ แสดง

ราคาโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก แต่ละขนาดต่างกันอย่างไร ?

ข้อเปรียบเทียบ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่
กำลังผลิต 1,000-3,000 ลิตร/วัน 6,000-12,000 ลิตร/วัน 24,000 ลิตร/วัน ขึ้นไป
ราคาชุดติดตั้ง ประมาณ 150,000 บาท ประมาณ 350,000 บาท ประมาณ 400,000 บาท
เหมาะกับใคร ธุรกิจครอบครัว ร้านค้า ชุมชน หมู่บ้าน ผู้เริ่มต้นสร้างแบรนด์ ฯลฯ โรงงานขนาดกลาง ผู้ส่งน้ำรายใหญ่ในอำเภอ ฯลฯ โรงงานผลิตน้ำขวดส่ง ห้างร้าน ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ

ราคาชุดประหยัด ขนาดเล็ก (1,000–3,000 ลิตร/วัน) 

  • ราคาชุดอุปกรณ์และติดตั้ง: เริ่มต้นประมาณ 150,000 บาท 
  • สิ่งที่จะได้รับในชุดติดตั้ง: ถังกรองสารเบื้องต้น 3 ถัง, เครื่องกรองน้ำระบบ RO, ระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV และถังเก็บน้ำสำเร็จรูป
  • เหมาะสำหรับ: ธุรกิจครอบครัวหรือโครงการน้ำดื่มชุมชนขนาดเล็ก 

ราคาชุดมาตรฐาน ขนาดกลาง (6,000–12,000 ลิตร/วัน)

  • ความแตกต่าง: มีกำลังการผลิตสูงกว่าขนาดเล็ก 2-4 เท่า ปั๊มแรงดันและไส้กรอง RO Membrane มีขนาดใหญ่และเสถียรกว่า ทำงานได้เร็วขึ้น
  • ต้นทุนต่อลิตร: ต้นทุนต่อลิตรคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะมีกำลังผลิตสูงกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าบำรุงรักษา และเวลาที่ใช้ในการรันเครื่องต่อลิตรจะถูกลง ช่วยให้คืนทุนไวและทำราคาแข่งขันในตลาดได้ดีกว่า
  • เหมาะสำหรับ: พื้นที่ที่มีความต้องการสูง หรือ ผู้ที่อยากมีโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดกลางเป็นของตัวเอง ที่เน้นกระจายสินค้าทั้งน้ำถัง 20 ลิตรตามบ้านเรือน และน้ำบรรจุขวดโหล ส่งตามร้านอาหาร โรงแรม โรงเรียน หรือโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างจริงจัง

ราคาชุดพาณิชย์เต็มรูปแบบ ขนาดใหญ่ (24,000 ลิตร/วันขึ้นไป) 

  • ราคาชุดอุปกรณ์: เริ่มต้นประมาณ 400,000 บาทขึ้นไป 
  • ความแตกต่าง: เป็นระบบที่อัปเกรดสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมเต็มตัว ใช้เครื่องกรอง RO ขนาดใหญ่ ที่มีกำลังแรงม้าสูง รันระบบได้ต่อเนื่องยาวนาน 
  • ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำที่สุด: ด้วยกำลังการผลิตระดับสูง ทำให้ต้นทุนค่าจัดการและค่าพลังงานต่อขวดลดลง 
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ลงทุนที่มีทุนหนา มีทำเลกระจายสินค้าที่ดี หรือต้องการทำธุรกิจรับผลิตน้ำดื่มติดแบรนด์เต็มรูปแบบ 

นอกจากค่าเครื่องจักร ยังมีต้นทุนอะไรอีกบ้างที่ต้องเตรียมก่อนเปิดโรงงาน ?

การวางแผนงบประมาณจะคิดเพียงค่าเครื่องกรองน้ำอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อป้องกันงบบานปลาย คุณจำเป็นต้องคำนวณต้นทุนแฝงทั้งในด้านการเตรียมสถานที่ แหล่งน้ำดิบ และการดำเนินการทางกฎหมายให้ครบถ้วน โดยสามารถแบ่งรายการออกเป็น 4 หมวด ดังนี้

รายการ รายละเอียด ช่วงราคาโดยประมาณ
ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ ระบบกรอง RO, ถังกรอง, ระบบฆ่าเชื้อ UV/Ozone, ถังเก็บน้ำ, ระบบควบคุม และปั๊มน้ำ 400,000 บาท
ค่าโรงเรือน การกั้นห้องแยกสัดส่วนตามมาตรฐาน อย. ระบบระบายน้ำ และมุ้งลวดกันแมลง 100,000-300,000 บาท
ค่าแหล่งน้ำดิบ ค่าธรรมเนียมติดตั้งมิเตอร์น้ำประปา หรือค่าขุดเจาะน้ำบาดาล พร้อมปั๊มน้ำและถังพักน้ำดิบสำรอง 60,000 บาท
ค่า อย. และเอกสารทางกฎหมาย ค่าธรรมเนียมคำขอ, ค่าจ้างเขียนแบบแปลนโรงงานยื่น สสจ. และค่าส่งตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ที่ห้องแล็บ 30,000 บาท

แหล่งน้ำดิบสำหรับโรงงาน เลือกน้ำบาดาลหรือน้ำประปา แบบไหนดีกว่า ?

แหล่งน้ำดิบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตน้ำดื่มในระยะยาว โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเลือกระหว่าง น้ำบาดาล และ น้ำประปา ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนี้

น้ำบาดาล

  • ข้อดี: ต้นทุนค่าน้ำดิบต่ำมากเมื่อเทียบต่อลิตร และมีน้ำให้สูบขึ้นมาใช้ได้ตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับพื้นที่ที่น้ำประปาเข้าไม่ถึงหรือไม่เสถียร
  • ข้อจำกัด: มีสารปนเปื้อนสูงและแปรปรวนตามสภาพชั้นดิน ทำให้ต้องลงทุนเพิ่มงบกับระบบกรองล่วงหน้าที่หนาแน่นกว่าปกติ 
  • ค่าขออนุญาตเจาะและใช้น้ำบาดาล: ต้องยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีค่าธรรมเนียมราชการ (ค่าคำขอ, ใบอนุญาตเจาะ และใบอนุญาตใช้) ประมาณ 500-1,000 บาท 

น้ำประปา

  • ข้อดี: คุณภาพน้ำมีความเสถียรและสะอาดในระดับหนึ่ง เพราะผ่านการบำบัดเบื้องต้นมาแล้ว ทำให้สารเจือปนน้อย ช่วยถนอมไส้กรองและสารกรองให้ใช้งานได้ยาวนาน ประหยัดค่าซ่อมบำรุงระบบ
  • ข้อกำจัด: ต้นทุนค่าน้ำดิบต่อหน่วยสูงกว่าน้ำบาดาล และในบางพื้นที่อาจเจอปัญหาน้ำไหลอ่อนหรือหยุดไหลชั่วคราว ทำให้ต้องลงทุนซื้อถังพักน้ำดิบขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการผลิต

ผลต่อต้นทุนระยะยาว

  • น้ำประปา: เหมาะกับผู้เริ่มต้นหรือโรงงานขนาดเล็กที่เน้นความสะดวก ดูแลรักษาระบบง่าย ไม่ยุ่งยากเรื่องข้อกฎหมายการเจาะน้ำ แม้จะเจ็บตัวกับค่าน้ำรายเดือนที่สูงกว่า แต่อุปกรณ์กรองจะเสื่อมสภาพช้ากว่า
  • น้ำบาดาล: เหมาะกับโรงงานที่เน้นรันเครื่องต่อเนื่องหรือมีกำลังการผลิตสูง แม้จะลงทุนก้อนแรกกับระบบกรองล่วงหน้าสูงและมีขั้นตอนเอกสารเพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวต้นทุนค่าน้ำต่อลิตรจะต่ำที่สุด ช่วยให้ทำราคาขายส่งแข่งขันได้ดีและคืนทุนไวกว่า

อุปกรณ์ระบบผลิตน้ำดื่ม ในชุดติดตั้งมีอะไรบ้าง ?

ในชุดติดตั้งระบบโรงงานน้ำดื่มมาตรฐาน จะประกอบด้วย 5 อุปกรณ์หลักที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้น้ำดื่มที่สะอาดและผ่านเกณฑ์ อย. ดังนี้

  • ถังกรองเบื้องต้น: ชุดถังกรอง 3 ใบ (แมงกานีส, คาร์บอน และเรซิ่น) ทำหน้าที่ดักจับสนิมเหล็ก โคลน สี กลิ่น คลอรีน และกำจัดหินปูน เพื่อลดความกระด้างของน้ำดิบ
  • เครื่องกรอง RO: หัวใจหลักของระบบ ใช้ปั๊มน้ำแรงดันสูงดันน้ำผ่านไส้กรองที่มีความละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน เพื่อแยกสารละลายและสารปนเปื้อนขนาดเล็กออกขนได้น้ำบริสุทธิ์
  • ระบบฆ่าเชื้อ UV/Ozone: ใช้แสง UV ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในท่อส่งน้ำ และใช้ก๊าซโอโซนอัดลงในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อซ้ำและป้องกันการปนเปื้อนในภาชนะบรรจุ โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง
  • ถังเก็บน้ำ: ถังพลาสติก Food Grade หรือสเตนเลส 304 แบ่งเป็นถังพักน้ำดิบก่อนกรอง และถังเก็บน้ำบริสุทธิ์หลังกรองเพื่อรอจ่ายไปหัวบรรจุขวด
  • ระบบไฟฟ้าควบคุม: ตู้คอนโทรลการควบคุมการทำงานของปั๊ม มีระบบสวิตช์ลูกลอยตัดน้ำอัตโนมัติ และเกจวัดแรงดัน/วัดค่าสารละลาย เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำและเช็กสถานะการผลิต

ลงทุนทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก คืนทุนกี่ปี กำไรต่อเดือนเท่าไหร่ ?

การจะรู้ว่าโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก สร้างกำไรได้เท่าไหร่ และจะคืนทุนในกี่ปี ต้องเริ่มจากการเข้าใจโครงสร้างรายได้และต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งคำนวณจากสูตรพื้นฐานได้ ดังนี้

กำไรสุทธิ = รายได้ทั้งหมด – (ต้นทุนคงที่+ต้นทุนผันแปร)

  1. การคำนวณรายได้: รายได้หลักของโรงงานน้ำดื่มจากการขาย คำนวณจาก จำนวนหน่วยที่ขายได้จริง x ราคาขายส่งต่อหน่วย
  2. ต้นทุนผันแปร: เช่น ค่าน้ำดิบ ค่าไฟระบบกรอง เครื่องจักร ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ฯลฯ
  3. ต้นทุนคงที่: ค่าใช้จ่ายถาวรที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าบำรุงรักษาเปลี่ยนไส้กรองตามรอบ ค่าน้ำ ค่าไฟสำนักงาน ฯลฯ
  4. ระยะเวลาคืนทุน: คิดจาก เงินลงทุนก้อนแรกทั้งหมด / กำไรสุทธิต่อเดือน (หรือต่อปี) เพื่อดูว่าต้องใช้เวลากี่เดือนหรือกี่ปีในการคืนทุน

ตัวอย่าง

โรงงานน้ำดื่มขนาดเล็กมีกำลังการผลิตจริง 3,000 ลิตร/วัน (ทำงาน 25 วัน/เดือน) เน้นผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด 600 มล. และมีเงินลงทุนเริ่มต้นในระบบกรอง บรรจุภัณฑ์ และการปรับปรุงสถานที่ รวม 500,000 บาท

  1. การประเมินรายได้ (ต่อเดือน)
  • กำลังการผลิต 3,000 ลิตร/วัน = ผลิตได้ประมาณ 5,000 ขวด/วัน
  • คิดเป็นแพ็ก (1 แพ็ก มี 12 ขวด) = 416 แพ็ก/วัน
  • ผลิตและขายจริง 25 วัน/เดือน = 10,400 แพ็ก/เดือน
  • รายได้รวม ขายส่งราคาแพ็กละ 35 บาท x 10,4000 แพ็ก = 364,000 บาท/เดือน
  1. การประเมินต้นทุน (ต่อเดือน)
  • ต้นทุนผันแปร 18 บาท/แพ็ก ค่าขวด ฝา ฉลาก แพ็กเกจจิ้ง และค่าน้ำไฟโรงงาน = 187,200 บาท
  • ต้นทุนคงที่ เงินเดือนพนักงาน 2 คน ค่าขนส่ง และค่าบริหารจัดการอื่น = 50,000 บาท
  • ต้นทุนรวมทั้งหมด 187,200 + 50,000 = 237,200 บาท/เดือน
  1. สรุปกำไรและระยะเวลาคืนทุน
  • กำไรสุทธิ/เดือน: 364,000 – 237,200 = 126,800 บาท/เดือน 
  • ระยะเวลาคืนทุน: เงินลงทุนเริ่มต้น 500,000 บาท / กำไร 126,800 บาท/เดือน = ประมาณ 4 เดือน 

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างในกรณีที่สามารถขายสินค้าได้หมด 100% ของกำลังการผลิต ในความเป็นจริงช่วง 1-3 เดือนแรก อาจอยู่ในช่วงสร้างแบรนด์น้ำดื่ม ทำให้เวลาคืนทุนเฉลี่ยอาจอยู่ที่ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำตลาดในพื้นที่

ขั้นตอนขอ อย. และใบอนุญาตผลิตน้ำดื่ม ทำได้อย่างไร ?

การขอ อย. และใบอนุญาตผลิตน้ำดื่มสำหรับโรงงานขนาดเล็ก มีขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้โรงงานและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยมี 6 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. เตรียมแบบแปลนและกั้นห้อง ปรับปรุงโรงงานตามมาตรฐาน GMP แยกห้องระบบกรอง ห้องบรรจุ และห้องเก็บของให้เป็นสัดส่วน
  2. ยื่นเอกสารที่ สสจ. รวบรวมแบบแปลนโรงงาน รายการเครื่องจักร และเอกสารผู้ประกอบการ ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)
  3. เจ้าหน้าที่ตรวจโรงงาน เจ้าหน้าที่ สสจ. จะนัดหมายลงพื้นที่ตรวจโครงสร้าง สุขอนามัย และระบบการผลิตจริงที่โรงงาน
  4. ส่งตรวจ Lap น้ำ 20 วัน โดยเจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างน้ำดื่มและส่งตรวจทางเคมีและแบคทีเรียที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะใช้เวลารอผลประมาณ 20 วันทำการ
  5. รับใบอนุญาตผลิต เมื่อผลน้ำผ่านและสถานที่ผ่าน ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อรับใบอนุญาตผลิตอาหาร (ใบ อ.2 หรือ สบ.1)
  6. รันหมายเลข อย. ยื่นขอเลขสารบบอาหาร 13 หลัก เมื่ออนุมัติแล้วสามารถพิมพ์ฉลากติดขวดพร้อมวางจำหน่ายได้ทันที

ข้อดี – ข้อเสีย และความเสี่ยงธุรกิจน้ำดื่มขนาดเล็ก ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ ?

ก่อนจะควักเงินก้อนลงทุนทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก การเข้าใจทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรอบด้าน จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนรับมือและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคตได้ดีที่สุด ดังนี้

ข้อดีของธุรกิจน้ำดื่มขนาดเล็ก

  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก สามารถเริ่มต้นได้ด้วยงบประมาณหลักแสนบาท
  • ตลาดมีความต้องการทุกวัน เพราะเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซื้อซ้ำตลอดปี 
  • สามารถต่อยอดทำแบรนด์ของตัวเองได้ง่าย ช่วยเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการขยายตลาด
  • สามารถขยายกำลังการผลิตได้ในอนาคตเมื่อยอดขายเติบโต
  • ต่อยอดช่องทางจำหน่ายได้หลากหลาย ทั้งร้านค้า ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานต่าง ๆ 

ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง 

  • หากเลือกใช้ระบบกรองที่ไม่ได้คุณภาพเพื่อลดต้นทุนหรือละเลยการเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด อาจทำให้น้ำมีกลิ่น ตะกอน หรือปนเปื้อนแบคทีเรีย เสี่ยงโดย อย.สั่งปรับ และทำให้แบรนด์เสียชื่อ
  • ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง โรงงานขนาดเล็กอาจปั๊มน้ำบรรจุขวดส่งลูกค้าไม่ทัน ทำให้เสียโอกาสในการขาย 
  • เนื่องจากตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันสูง โรงงานขนาดใหญ่มักทำราคาขายส่งได้ถูกกว่า เพราะผลิตได้ทีละจำนวนมาก หากเราไม่มีฐานลูกค้าประจำในพื้นที่ ก็อาจสู่สงครามราคาได้ยาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคา

Q: ทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็ก ลงทุนเท่าไหร่ 

สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำโรงงานน้ำดื่มขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ประมาณ 300,000-600,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่เดิม ขนาดเครื่องจักร ระบบ ยี่ห้อปั๊ม และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารให้ได้มาตรฐาน อย.

Q: ผลิตน้ำดื่มต้องมีใบอนุญาตไหม ?

ผลิตน้ำดื่ม ต้องมีใบอนุญาต 100% เพราะการผลิตน้ำดื่มเพื่อจำหน่ายเข้าข่ายกฎหมายอาหาร จึงต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2 หรือ  สบ.1) และต้องมีเลขสารบบอาหาร (เลข อย. 13 หลัก) บนฉลากก่อนวางขายเสมือนโรงงานใหญ่

Q: เครื่องกรองน้ำ 1,000 ลิตร ราคาเท่าไหร่ ?

เครื่องกรองน้ำขนาด 1,000 ลิตร/วัน ราคาเครื่องจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท โดยราคาจะแตกต่างกันตามประเภทของระบบกรอง คุณภาพอุปกรณ์ และระบบฆ่าเชื้อที่เลือกใช้งาน

Q: รับผลิตน้ำดื่มแพ็คละ 20 บาท คุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลิตเอง ?

การรับผลิตน้ำดื่มแพ็คละ 20 บาท คุ้มค่าในแง่ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำแบรนด์ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่กำไรต่อแพ็กจะน้อยกว่าการมีโรงงานผลิตเอง

Q: แบบโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ต้องใช้พื้นที่เท่าไหร่ถึงผ่าน อย. ?

โดยทั่วไปควรมีพื้นที่อย่างน้อย 50-100 ตารางเมตรขึ้นไป เพื่อให้สามารถแบ่งโซนการผลิต การบรรจุ และการจัดเก็บสินค้าได้อย่างเป็นสัดส่วน ทั้งนี้ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี 

สรุปเรื่องโรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก ราคา

โรงงานผลิตน้ำดื่มขนาดเล็ก สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยงบประมาณหลักแสนบาท โดยราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงต้นทุนในส่วนของอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า การขออนุญาตผลิตน้ำดื่ม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระยะยาวควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างครบถ้วน

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการหลายราย และเลือกผู้ให้บริการที่สามารถดูแลได้ครบทั้งการออกแบบระบบผลิต การติดตั้งเครื่องจักร และการให้คำปรึกษาด้านการขอ อย. เพื่อช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มโอกาสให้โรงงานสามารถเปิดดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย

สอบถามข้อมูลรับผลิตน้ำดื่ม

รับผลิตทำฉลากน้ำดื่ม พร้อมผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด จำนวนน้อย ฟรีค่าบล็อก และค่าเพลท เริ่มต้น 1 ชิ้น

——-
ช่องทางการติดต่อเรา All Print OK